แผนแม่บท STI วาระขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย 2020

แผนแม่บท STI วาระขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย 2020.

หากประเมินขีดความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศจากค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ

หรือ จีดีพี พบว่า ประเทศไทย มีการใช้จ่ายเงินเพื่อการวิจัยและพัฒนาอยู่ที่ 0.21 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

เทียบกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงจะให้ความสำคัญ และทุ่มเงินลงทุนใช้จ่ายมากถึง  1.04 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศปัจจุบันและยุคหน้าจะเดินไปในทิศทางใดเมื่อ “วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม” ซึ่งเป็นฐานขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของประเทศยังไร้ทิศทาง และขาดการตระหนักถึงจากทั้งเอกชนและภาครัฐ

ประเด็นที่ท้าทายสำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน และยุคหน้าที่เกิดขึ้นบนเวทีเสวนา  “วาระประเทศไทย” ภายใต้หัวข้อ “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม” ในวาระครบรอบ 40 ปี เนชั่นกรุ๊ป

การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับประเทศไทยในตลาดโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออาเซียนกำลังจะรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจที่มีตลาดและฐานการผลิตร่วมกันในปี พ.ศ. 2558 ซึ่งสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนนี้อยู่ที่หัวใจหลักที่ว่าด้วย แผนแม่บทการวิจัยและพัฒนาแห่งชาติที่มุ่งพัฒนานักวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้น

โดยแผนแม่บทนี้ไม่เพียงช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างมากให้แก่เศรษฐกิจของประเทศแต่ยังช่วยให้ประเทศไทยก้าวกระโดดสู่ยุคใหม่แห่งการแข่งขันระหว่างนานาประเทศอย่างเข้มข้น ในช่วงเวลา 10 ปีนับจากนี้

 แผนแม่บทแห่งชาติเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

 ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) กล่าวว่า รัฐบาลมีความห่วงใยเกี่ยวกับเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพราะว่าได้ตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของประเทศโดยเวลานี้ สวทน. อยู่ระหว่างการจัดทำโครงร่างนโยบายและแผนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ  (STI) ครอบคลุมระยะเวลาไปจนถึงปีพ.ศ. 2563  (คศ.2020)ซึ่งแผนนี้จะเป็นส่วนเติมเต็มให้แก่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555-2559)

การขับเคลื่อนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับนี้ ดร.พิเชฐ บอก หัวใจหลักอยู่ที่การนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความสามารถสร้างนวัตกรรมต่างๆ มาใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน ซึ่งการจะพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D), การถ่ายทอดเทคโนโลยี, นโยบายนวัตกรรม, การสร้างเสริมกำลังคนในงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเข้ามาเป็นองค์ประกอบสนับสนุนที่สำคัญ

จากแนวทางในภาพรวม สวทน.มองถึงเป้าหมายหลัก  3 ประการด้วยกัน  ได้แก่  1. เพิ่มการใช้จ่ายของประเทศเพื่อการวิจัยและพัฒนา หรือ R&D 2. การเพิ่มจำนวนนักวิจัย  และ 3. การบรรลุความร่วมมือเพื่อการวิจัยและพัฒนาระหว่างหน่วยงานรัฐและหน่วยงานภาคเอกชนต่างๆ

“เชื่อว่าจาก 3 เป้าหมายหลักดังกล่าว จะสามารถเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยได้ในอนาคต”
 ดร.พิเชฐ กล่าวถึงทิศทางการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีว่า  ตามคำบอกเล่าของสถาบันนานาชาติเพื่อการจัดการ (Institute for Management Development: IMD) ได้จัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและกลุ่มประเทศต่างๆ ทั่วโลก พบประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงโดยทั่วไปจะใช้เงินลงทุนมากถึง 1.04 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ Gross Domestic Product (GDP) ไปกับการวิจัยและพัฒนา

ขณะที่ สัดส่วนการใช้จ่ายเงินเพื่อการวิจัยและพัฒนาของประเทศไทยอยู่ที่ 0.21 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 
 หากมองในมิติของการพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัย ยังพบว่า  จำนวนบุคคลากรในการวิจัยและพัฒนาของไทย อยู่ที่ 6.76 คนต่อประชากร 10,000 คน และสัดส่วนการใช้จ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนาระหว่างภาครัฐและหน่วยงานภาคเอกชนต่างๆ อยู่ที่ 60:40 เท่านั้น 
 แผนกระตุ้นเพื่อให้การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยเดินไปข้างหน้าได้นั้น ดร.พิเชฐ มองถึงมาตรการระยะสั้น กับการผลักดันงบประมาณการใช้จ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนาของประเทศไทย ให้ขยับไปอยู่ที่ 1เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 
 อีกทั้ง เร่งพัฒนาบุคคลากรในแวดวงการวิจัยและพัฒนา ให้มีสัดส่วนอยู่ที่ 10 คนต่อประชากร 10,000 คนให้ได้ก่อนสิ้นปี พ.ศ.2558 ซึ่งกรอบระยะเวลานี้จะสอดคล้องกับการสิ้นสุดของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 ในปีพ.ศ. 2559 
 ดร.พิเชฐ ว่า แผนงานดังกล่าวจะเกิดได้อย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลควรสร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชนมากกว่านี้ผ่านมาตรการจูงใจต่าง ๆ อาทิ การออกมาตรการจูงใจต่างๆ  การจัดตั้งโครงการขนาดใหญ่สำหรับการวิจัยและพัฒนา (R&D) ของภาคเอกชนให้เป็นเป้าหมายระดับชาติ รวมทั้งจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกเช่นโรงงานต้นแบบและสถานที่ทำการทดลองต่างๆ 
 ในส่วนของการเพิ่มบุคลากรด้านงานวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นขุมกำลังหลักของการขับเคลื่อนแผนแม่บท STI ให้เดินหน้านั้นเป็นอีกแนวทางต้องเร่งทำ โดยปัจจุบันบุคคลากรวงการวิจัยไทยมีอยู่เพียง 40,000 คน แต่หากการดำเนินการตามแผนบรรลุตามเป้าหมายจะเพิ่มจำนวนนักวิจัยได้เป็น60,000 คนภายในปี พ.ศ. 2558
 ดร.พิเชฐ ยกตัวอย่างปัจจุบันประเทศไทย มีเพียง 25 เปอร์เซ็นต์ของผู้จบการศึกษาปริญญาตรีในแต่ละปีที่จบสาขาวิทยาศาสตร์ ในขณะที่ผู้จบการศึกษาในสาขาสังคมศาสตร์มีจำนวนถึง 75 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจำนวนของผู้ที่สนใจเรียนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็เป็นอีกมิติสำคัญส่งผลต่อแผนพัฒนากำลังคนในระดับประเทศ
 
 แผนแม่บทการวิจัยและพัฒนา (R&D) ระดับชาติ
 การพัฒนาที่ต้องดำเนินไปอย่างควบคู่ไปกับแผนแม่บทแห่งชาติเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมนั้น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ประกาศว่า จะให้ความสนใจกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในประเทศไทยโดยเน้นความร่วมมือและความเป็นเอกภาพระหว่างหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานภาคเอกชนต่างๆ 
 ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  กล่าวว่า สวทช. เตรียมทำแผนแม่บทการวิจัยและพัฒนา (R&D) ระดับชาติที่ตั้งเป้าถึงการริเริ่มโครงการวิจัยและพัฒนาต่างๆ ของประเทศให้มีเอกภาพและทิศทางเดียวกัน โดยหวังว่าจะช่วยลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนการวิจัยและพัฒนา (R&D) ของหน่วยงานภาครัฐต่างๆ 
 “เราจะใช้ข้อกำหนดของภาคเอกชนเป็นจุดหมายของทิศทางการวิจัยและพัฒนา (R&D) ของเรา” ดร.ทวีศักดิ์ กล่าว
 ในส่วนการขับเคลื่อนของ สวทช. ดร.ทวีศักดิ์ วางแผนที่จะปรับขอบเขตและมุ่งเน้นที่กลุ่มสังคมและอุตสาหกรรมสำคัญๆ 5 กลุ่มเช่น การเกษตรและอาหาร พลังงานและสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข อุตสาหกรรมการผลิต และชุมชน
 โดยจะเน้นไปที่การให้บริการและช่วยเหลือภาคเอกชน โดยจะช่วยเหลือด้านวิทยาศาสตร์เพื่อสนับสนุนการพัฒนาของกลุ่มต่างๆ ผ่าน 4 หน่วยงานสำคัญของ สวทช. ได้แก่ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค); ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค); ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค); และศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค)
 นอกจากนี้ สวทช. ได้สนับสนุนความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ และหน่วยงานเอกชนต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น สวทช. กำลังดำเนินงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.), สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, และกระทรวงอุตสาหกรรมในการสนับสนุนให้เกิดการร่วมมือในการทำวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมการขนส่งทางรถไฟและอุตสาหกรรมปลายน้ำ 
 จนถึงปัจจุบัน ดร.ทวีศักดิ์ ว่า สวทช.ได้เดินหน้าไปแล้วกับการกำหนดมาตรการจูงใจด้านภาษี การให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ การให้คำแนะนำและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการวิจัยและพัฒนา ซึ่ง สวทช. ก็มุ่งมั่นที่จะทำให้ต่อเนื่องและเพิ่มพูนขึ้นไปอีก
 สิ่งที่จะเห็นความชัดเจนมากยิ่งขึ้น คือ สวทช. องค์กรวิจัยและพัฒนาต่างๆ ในหน่วยงานภาครัฐทั้งหมดได้ทำความตกลงร่วมกันที่จะสร้างฐานข้อมูลงานวิจัยและพัฒนาที่กำลังดำเนินการอยู่ในศูนย์วิจัยและพัฒนาทั้งหลายในประเทศไทย ซึ่งศูนย์ข้อมูลเพื่อการวิจัยและพัฒนานี้จะช่วยให้ทราบถึงผลงานวิจัยและพัฒนาที่กำลังดำเนินการอยู่ว่าเป็นของหน่วยงานใด และยังทำหน้าที่เป็นคู่มือช่วยหลีกเลี่ยงไม่ให้งานวิจัยใหม่เกิดขึ้นซ้ำซ้อนกับงานวิจัยที่มีเดิม

 พัฒนาเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมหลัก
 หนึ่งในกรณีศึกษาสำคัญในเส้นทางการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยอยู่ที่ ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (Technology Management Centre: TMC) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของความร่วมมือระหว่ายงานรัฐที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนแก่ภาคเอกชน โดยศูนย์นี้ประสบความสำเร็จอย่างมากในการสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises: SMEs) ผ่านโครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (Industrial Technology Assistance Program: ITAP)
 สมชาย ฉัตรรัตนา รองผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี กล่าวว่า โครงการนี้ทำขึ้นเพื่อให้มีการใช้บริการต่างๆ ที่มีในศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มากกว่าที่จะสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำขึ้นมาเฉพาะกิจสำหรับองค์กรใดองค์กรหนึ่ง  ซึ่งทางศูนย์ได้พัฒนาโครงการที่ชื่อ “iTAP Big Impact” เพื่อเสนอบริการต่างๆ และเงินทุนสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือกับกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจำนวนมากในกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ 3 ประเภท คือ ธุรกิจโรงสีข้าว เตาอบยางแผ่นรมควัน และฟาร์มเลี้ยงไก่ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่สร้างรายได้หลักให้กับประเทศ
 ที่ผ่านมา iTAP ได้มีการพัฒนาผลงานอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการเสนอความช่วยเหลือเทคโนโลยีแบบตัวต่อตัว แบบกลุ่มต่อกลุ่มและเครือข่ายวิสาหกิจ จนถึงช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับการสนับสนุนมากถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายในการใช้เทคโนโลยีทั้งหมดแต่ไม่เกิน 500,000 บาท
 ในกลุ่มอุตสาหกรรมโรงสีข้าว  iTAP ตั้งเป้าที่จะพัฒนากระบวนการสีข้าวโดยให้คำแนะนำทางเทคนิคแก่ชาวนา ประสิทธิภาพการผลิตของโรงสีข้าวในโรงงานต้นแบบนั้นเพิ่มขึ้นถึง 20 เปอร์เซ็นต์
 สมชาย ระบุว่า ที่ผ่านมา ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยีให้บริการเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการสีข้าวผ่านหุ้นส่วน คือ มหาวิทยาลัยขอนแก่นซึ่งทำหน้าที่ดูแลครอบคลุมโรงสีข้าวถึง 50 แห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยที่โครงการนี้ก็จะทำหน้าที่ขยายบทบาทผ่านเครือข่ายของศูนย์กับมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งแต่ละโครงการที่ทำขึ้นนี้  iTAP ได้ให้การช่วยเหลือมากถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายในการใช้เทคโนโลยีทั้งหมดแต่ไม่เกิน 500,000 บาท
 ในส่วนอุตสาหกรรมเตาอบยางแผ่นรมควัน  iTAP  ตั้งเป้าที่จะยกระดับความสามารถในกระบวนการผลิตยางแผ่นรมควันและประหยัดต้นทุนพลังงานโดยการปรับปรุงเตาอบยางแผ่นรมควันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 
 เปรียบเทียบได้จากการรมควันแผ่นยางในเตาอบดินแบบดั้งเดิมที่สามารถรมยางได้ 1,200 แผ่น เมื่อใช้เตาดินสามเตา การรมแผ่นยางแต่ละครั้งจะใช้เวลามากถึง 4-5 วัน ซึ่งจะทำให้ได้ผลผลิตแผ่นยางรมควันที่มีคุณภาพแตกต่างกัน และนำมาซึ่งความเสี่ยงในการเกิดไฟไหม้ ขณะที่เตาอบแบบใหม่ที่ออกแบบและพัฒนาโดยศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยีนั้นลดระยะเวลาการรมควันลงไปได้ถึงแค่ 3 วัน ด้วยกำลังการผลิตแผ่นยางรมควันที่มีคุณภาพเดียวกัน แต่สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดไฟไหม้ลง
 จากภาพรวมทั้งประเทศ สมชาย กล่าวว่า มีโรงงานรมควันแผ่นยางอยู่จำนวน 660 แห่งซึ่งแต่ละแห่งโดยปกติใช้เตาอบ 3 เตา หากทุกแห่งใช้เตาอบที่พัฒนาขึ้นเองจะต้องใช้ราว 2,000 เตาสำหรับ 660 โรงงานก็จะช่วยประหยัดเงินต้นทุนพลังงานได้ 200 ล้านบาทต่อปี  
 นอกจากโครงการ “iTAP Big Impact” ธุรกิจรายย่อยและชุมชนต่างๆ โดยการสนับสนุนจากศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยีก็สามารถยกระดับคุณภาพสินค้าของพวกเขาพร้อมรับการพิสูจน์คุณภาพจากผู้ชื้ออีกด้วย
 iTAP ยังเสนอความช่วยเหลือสนับนุนเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ดียิ่งขึ้นและพัฒนาสินค้าต่างๆ ด้วยความช่วยเหลือจากที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก
 นันทพร สุโพธิ์ เกษตรกรผู้ปลูกต้นถั่วแมคคาเดเมียและได้รับความช่วยเหลือด้านเงินทุนและด้านเทคโนโลยีจาก iTAP ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2538 กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ทำเงินได้ได้เพียงปีละ 5,000 บาทต่อปี แต่ตอนนี้รายได้ดีขึ้นกว่าก่อนจนสามารถทำเงินได้ถึงเดือนละ 6,000 บาททีเดียว 
 นันทพร เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการ 100 ท่านที่ได้ร่วมแสดงผลงานสินค้าที่พัฒนาขึ้นในโครงการกับทาง iTAP โดยผู้ประกอบการ 37 ท่านมาจากชุมชนและอีก 63 ท่านมาจากบริษัทต่างๆ  ซึ่งเกษตรกรแต่ละคนจะนำเสนอสินค้าได้หลากหลายรวมทั้งผลสตรอเบอรี่สดและแห้ง เมล็ดงา ข้าวและผักอินทรีย์ ผ้าฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ สเปรย์สมุนไพรป้องกันไรฝุ่นที่ทำจากนาโนเทคโนโลยี และอุปกรณ์ประหยัดน้ำมัน
 การขับเคลื่อนประเทศไทยใน 2020 จะเดินหน้าได้ด้วยแผนแม่บท STI ซึ่งต้องประกอบด้วยจิ๊กซอว์ชิ้นใหญ่ “คน” (นักวิทยาศาสตร์+นักวิจัย) งบสนับสนุน และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม

Cr: Bangkokbiznews.com

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s